Because I love you [Yuri] - Part 6

posted on 13 Jun 2011 17:39 by nfv-01

Part 6

 

ทันทีที่ได้ยินเสียงแก้วตกลงพื้น อติชาติก็หันขวับมาจ้องมองต้นเสียงตาเขม็งทั้งๆที่ยังคงกำลังคุยเรื่องธุรกิจและการลงทุนต่างๆกับเจ้าของบริษัทการส่งออกต่างประเทศอย่างถูกคอ เมื่อเห็นว่ากานต์เริ่มมีท่าทีผิดสังเกตเขาจึงหันมายิ้มและขอตัวคู่สนทนา ก่อนจะตรงดิ่งมากระชากแขนกานต์ไปยังหลังงาน

 

“แกทำบ้าอะไรฮะ!?”

 

อติชาติกระชากเสียงถามลูกสาวอย่างกราดเกรี้ยว เมื่อเจ้าลูกตัวดีกำลังจะทำให้ตัวเองเป็นจุดสังเกตของคนทั้งงานด้วยการทำลายข้าวของภายในงาน แล้วยังตัวสั่นตากระตุกราวกับคนเสียสติท่ามกลางสายตาของคนเกือบ 50 คน!!! ทั้งๆที่เขาก็ย้ำก่อนมาแล้วว่าอย่าทำตัวให้เขาต้องขายขี้หน้าใครต่อใคร ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้อยากจะพามาเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าแม่ภรรยาตัวดีของเขาไปป่าวประกาศของมันวิเศษวิโสอย่างนั้นอย่างนี้จนใครๆ ก็ต่างพากันอยากจะพบหน้าคร่าตาทายาทเพียงคนเดียวของบริษัทการค้าเครื่องจักรขนาดใหญ่หนึ่งในสิบของประเทศ จนถึงตอนนี้ไอ้ตัวต้นเหตุที่จะทำให้เขาต้องอับอายก็ยังคงนิ่งเงียบดวงตาฉายแววสั่นระริกอยู่เช่นเคย และนั่นยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด

 

“แกไม่ได้ยินหรือไง! ฉันถามว่าแกกำลังทำบ้าอะไรอยู่!?! ไปโยนแก้วลงพื้นแบบนั้นต้องการอะไร! จะเรียกร้องความสนใจหรือยังไง!?!”

 

ถึงแม้สติจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและหลุดลอยไปบ้างแล้ว แต่สมรรถภาพทางการได้ยินของกานต์ยังคงใช้การได้ปกติ....เมื่อกี้พ่อว่าไงนะ ‘’โยนงั้นเหรอ? เธอจำได้ว่าเธอแค่รู้สึกมือไม้อ่อนจนแก้วลื่นตกลงไปเองไม่ใช่เหรอ...

 

“กานต์ไม่....”

 

“ว่าไงฮะ! แกจะบอกฉันได้รึยัง!!”

 

กานต์เงียบลงอีกครั้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่กราดเกรี้ยวตวาดถาม แต่เนื่องจากยังคงอยู่ในงานที่พอจะมีคนเดินพลุกพล่าน อติชาติจึงออมเสียงลงบ้างเพื่อป้องกันการถูกจับตาของบุคคลอื่น...ในอีกแง่ของกานต์เริ่มประมวลผลแล้วว่า หากเธอต่อกรหรือพยายามแก้ตัวกับเขาในตอนนี้ คงจะต้องยืดเยื้อเป็นแน่ สิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือ ออกจากงานนี้แล้วตรงดิ่งไปคว้าโทรศัพท์จากบนรถของเขาที่เธอทำตกไว้ เพื่อจะได้โทรหาคนที่เธอกำลังนึกถึงและกังวลอยู่ตอนนี้

 

“ขอโทษค่ะ”

 

เมื่อไม่ได้ยินคำแก้ตัวของเด็กนอกคอก (ในความคิดอติชาติ) เขาก็หายใจเสียงฟืดฟาดออกมาเสียงดัง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีก กานต์จึงขอตัวออกไปนอกงาน โดยอ้างว่า “จะไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย” ซึ่งครั้งนี้อติชาติไม่ได้ว่าอะไรนอกจากกำชับว่าให้รีบกลับเข้ามาเท่านั้น

 

ทันทีที่ออกจากงานเลี้ยงสังสรรค์ที่กานต์สุดแสนจะเกลียดและเบื่อหน่ายได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่กานต์ทำคือเปิดประตูรถแล้วคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาเพื่อนสนิททันที ท่ามกลางการรอคอยที่มีเสียงรอสายดังตลอดระยะเวลาอันสั้นที่ดูจะแสนนานเหลือเกิน แต่สุดท้ายสิ่งที่ต้องการได้ยินคือน้ำเสียงที่ยืนยันว่าเพื่อนสนิทของเธอยังคงปลอดภัยและหลับไปแล้ว กลับกลายเป็นเสียงของผู้หญิงคนเดิมๆที่ทำหน้าที่กรองเสียงนุ่มๆว่า ‘หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้....’ ยิ่งทำให้ความกระวนกระวายใจในตัวของกานต์ทวีเพิ่มมากขึ้น

 

ทำไมเธอไม่รับ

 

และก็เป็นอีกคำถามเดิมๆที่ผุดขึ้นมาในสมองของกานต์อย่างซ้ำซาก โทรศัพท์ในมือใกล้จะพังเข้าไปทุกทีเมื่อเธอเอาแต่กดปุ่มโทรออกแรงๆซ้ำหลายที แต่ก็ไม่มีสักหนที่ปลายทางจะยอมตอบรับการติดต่อจากเธอ กานต์เริ่มหมดหวังทิ้งแขนทั้งสองข้างตกอยู่ข้างลำตัวแล้วนั่งลงบนฟุตบาศก์ ยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด พลางคิด....จะทำยังไงดี.... ใจจริงแทบอยากจะกวักมือเรียกมอเตอร์ไซด์ หรือแท็กซี่สักคันแล้วออกไปจากสถานที่ที่สุดแสนจะน่าเบื่อแห่งนี้ไปเลยเสียด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาระแวงหน้าพะวงหลังอยู่กับพ่อของตัวเองที่รอเธออยู่ภายในงาน

 

จะสนทำไมเล่า จิตใจด้านหนึ่งร้องขึ้น สร้างความไขว้เขวให้เธอไม่น้อย....เขาก็ไม่เคยสนใจเราอยู่แล้วนี่ หายๆไปซะ...เขาคงจะดีใจกว่า

 

จะบ้าเหรอ! สมองแย้ง....ทำแบบนั้นเท่ากับหักหน้าเขาเลยนะ...ต่อให้เขาแสดงท่าทีรังเกียจเรายังไง สุดท้ายเขาก็คือ พ่อของแกนะ

 

พ่อที่ไม่เคยสนใจใยดีเราน่ะเหรอ พ่อที่ตะคอกใส่ว่า เด็กนอกคอกทุกวันทุกครั้งที่เจออย่างนั้นเหรอ...แม้แต่คำว่า ลูกเขายังไม่เลือกใช้เลย แล้วเราจะไปสนใจเขาทำไมกัน

 

กว่าจะได้บทสรุปที่แน่นอนก็ทำเอาอติกานต์แทบบ้า ในเมื่อจิตใจและสมองต่างตีกันให้วุ่นวาย สุดท้ายเธอก็เลือกเดินออกห่างจากคฤหาสน์หลังงามเพื่อไปเรียกรถที่ถนนใหญ่ โดยไม่รู้เลยว่าหากเธอกลับมาพบหน้าผู้เป็นพ่ออีกเมื่อใด เธอจะโดนลงโทษอย่างแสนสาหัสโทษฐานทิ้งงานไปโดยไม่บอกไม่กล่าว และทำให้เขาต้องอับอายอย่างไม่มีวันลืม

 

 

ภายในบ้านไม้ผุๆ วรินรำไพนอนแน่นิ่งราวกับตุ๊กตาไขลานที่ไร้เรี่ยวแรง ดวงตาที่ไร้ชีวิตทอดมองออกไปไกลแสนไกลอย่างไร้จุดหมาย ร่างไร้อาภรณ์มีเพียงผ้านวมหน้าที่ยับยู่ยี่เช่นเดียวกับเตียงปกปิดร่างกายเท่านั้น และเบื้องล่างข้างเตียงจะพบเสื้อผ้าถูกฉีกขาดวางกระจัดกระจายอยู่เต็มห้องด้วยสภาพขาดหลุดลุ่ย น้ำใสเอ่อล้นดวงตาและไหลรินออกมาไม่ขาดสาย ภายในห้องแห่งนี้ไร้วี่แววของชายโฉด

 

.....เขาไปแล้ว....ไปโดยที่ทิ้งบาดแผลจากการทำร้ายร่างกายและจิตใจของเธอมาตลอดสิบปี.....

 

ดวงตาขยับเลื่อนมองนาฬิกาที่อยู่หัวเตียง

 

02.13 เวลาย่างเข้าสู่วันใหม่มาได้สองชั่วโมงเศษๆ รินหลับตาข่มความเจ็บปวดก่อนจะฝืนร่างกายที่บอบช้ำให้ลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ภายในตู้ไม้ที่เหม็นอับ ก่อนจะพยุงร่างกายที่สั่นสะท้านเดินออกจากขุมนรกนั้นไปทั้งๆสภาพราวกับร่างไร้วิญญาณ เดินโซซัดโซเซฝ่าพายุฝนที่เพิ่งก่อตัวและตกลงสู่ผืนพสุธาเมื่อครู่นี้

 

รินยกมือขึ้นลูบท่อนแขนทั้งสองข้างด้วยความหนาวเหน็บ อากาศหนาวเย็นยาวค่ำคืนบวกกับเม็ดฝนนับล้านที่ถาโถมเข้าหาเธอ ยิ่งทำให้ร่างกายรับเอาอากาศที่แสนจะเย็นยะเยือกเข้าไปไม่น้อย ร่างกายที่สั่นสะท้ายเป็นทุนเดิม ยิ่งทวีคูณความหนาวสั่นให้มากขึ้นกว่าเดิม

 

....ฝนตกก็ดีเหมือนกัน จะได้ช่วยชำระล้างร่างกายที่แสนจะสกปรกนี้ให้ลดลงได้บ้าง....

....เธอรู้สึกรังเกียจ....รังเกียจทั้งเพศตรงข้าม.....และรังเกียจทั้งร่างกายของตัวเอง....

....ขยะแขยง....สัมผัสที่น่าขยะแขยงนั้น ทำเอาเธออยากจะตายๆไปเสียบัดนั้น....

 

.....ตายเหรอ.... เธอคิดก่อนจะมองถนนที่ปราดเปลี่ยว ไร้วี่แววของรถยนต์ หรือแม้แต่รถจักรยานยนต์ ยิ่งเป็นเวลาเช่นนี้แล้ว ยากนักที่จะหารถสักคันหนึ่งพบ แต่ครั้งนี้เธอกลับพบรถคันหนึ่งที่กำลังวิ่งผ่านมาทางเธอพอดี

 

เธอไม่รอช้า ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าและยืนกางแขนขวางทางรถคันนั้นทันที เธอเห็นสีหน้าของคนขับรถที่ดูตื่นตกใจไม่น้อยที่จู่ๆก็มีคนเดินเข้ามายืนขวางทาง รินหลับตารอรับแรงกระแทกที่จะทำให้เธอหลุดพ้นจากขุมนรกที่แสนทรมานแห่งนี้สักที....

 

.....ตายไปก็ดีเหมือนกัน เพราะเราเอง...ก็ทนอยู่ต่อไปในโลกที่แสนโหดร้ายนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว....

 

 

 

เอี๊ยดดดด!!!!!!! โครม!!!!!!!!

 

 

 

 

......แม่คะ....หนูกำลังจะไปหาแม่แล้วนะคะ.....

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet