Because I love you [Yuri] - Part 4

posted on 16 Apr 2011 17:42 by nfv-01

Part 4

 

หลัง จากเปิดประเด็นขอโทษและเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้เรียบร้อยแล้ว ก็ทำเอาบรรยากาศมาคุทั้งหลายแหล่ที่เคยปกคลุมทั่วทั้งห้องเรียนหายไป และแทนที่ด้วยบรรยากาศหวานแหววชวนเลี่ยนขึ้นมาอีกครั้ง จนเพื่อนหลายๆ คนอดไม่ได้ที่จะแซวทั้งคู่ต่างๆ นานาจนทำเอาเขินอายไปทั้งคู่ นับว่าเป็นโชคดีที่ครูเดินเข้ามาสอนทันเวลา ก่อนที่ใบหน้าที่ร้อนผ่าวของทั้งคู่จะยิ่งทวีคูณความร้อนขึ้นมากกว่านี้

 

ไม่ ใช่แค่เวลาเรียนเท่านั้น แม้แต่เลิกเรียนเองก็เช่นกัน ทั้งคู่ยังคงทำอะไรกุ๊กกิ๊กกันตามลำพังอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จนเมื่อบางคนทนเก็บความหมั่นไส้ไว้ไม่ไหว จึงออกมาอย่างไม่คิดอะไรว่า

 

“บอกตรงๆนะ ฉันงงกับความสัมพันธ์ของพวกแกจริงๆ ตกลงพวกแกเป็นอะไรกันแน่ฮะ

 

ทำ เอาทั้งห้องที่กำลังเก็บอุปกรณ์การเรียนเพื่อเตรียมตัวจะกลับบ้านถึงกับหยุด การกระทำ แล้วรอคำตอบจากทั้งคู่ บางคนก็ถึงกับเดินเข้ามาคาดคั้นอย่างไม่คิดอะไร แต่หารู้ไม่ว่านั่นทำเอาทั้งคู่ถึงกับเขินจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว แต่ก็แค่พักเดียวเท่านั้นก่อนที่กานต์จะคุมสติแล้วเรียกเสียงกลับคืนได้อีก ครั้ง ก่อนจะตอบคำถามนั้นไปอย่างปัดๆ โดยไม่รู้เลยว่านั่นทำเอาคนที่เพิ่งจะหน้าแดงระเรื่อเมื่อครู่นี้อีกคนถึง กับชะงักแล้วทำหน้าเศร้าทันที

 

“ก็เพื่อนไง พวกเธอจะถามอะไรมากมายเนี่ย”

 

เพื่อนอีก แล้ว ทำไมเธอถึงได้รู้สึกเกลียดคำๆนี้ชอบกลนะ ยิ่งมันออกมาจากปากของคนตรงหน้ามันยิ่งให้ความรู้สึกเจ็บๆ ที่อกด้านซ้ายขึ้นมาจี๊ดๆทุกที

 

 

 

“นี่...เป็นอะไรไปน่ะ หน้างอมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วนะ”

 

คน ซื่อบื้อก้มหน้าลงถามอีกฝ่ายเพื่อให้สามารถสบตากับอีกฝ่าย ที่ก้มหน้ามองพื้นตลอดทาง ซ้ำยังทำหน้าหงิกงอไม่พูดไม่จาอะไรมาตั้งแต่ออกจากห้องเรียนแล้ว

 

“เปล่านิ...”

 

คำตอบอันแสนสั้น ติดจะห้วนๆของอีกฝ่ายทำเอากานต์เริ่มไปไม่เป็น ด้วยเพราะไม่เข้าใจเลยว่าเพื่อนสาวของเธอคนนี้โกรธหรืองอนตนเรื่องใด

 

“อ่า....งั้น ไปกินไอติมกันไหม เดี๋ยวฉันเลี้ยงเองก็ได้....”

 

พูด ยังไม่ทันขาดคำ เสียงเรียกเข้าของข้อความก็ดังขึ้น แล้วเมื่อกานต์ลองเปิดอ่านดูก็พบกับสิ่งที่ทำเอาเขาต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ อย่างไม่สบอารมณ์เท่าที่ควร

 

“ขอโทษนะริน สงสัยวันนี้ฉันจะไม่ว่างซะแล้ว...เธอกลับบ้านคนเดียวได้นะ”

 

ถาม อะไรแปลกๆ เธอก็กลับบ้านคนเดียวทุกวัน นอกจากเมื่อวานที่มีเพื่อนสนิทใจบุญไปส่งเท่านั้นแหละ รินพยักหน้ารับก่อนที่มองตามหลังอีกฝ่ายที่วิ่งไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ ใกล้ๆกันนี้ โดยในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันหนอ เป็นผู้ที่ส่งข้อความที่ทำเอากานต์ถึงกับกรอกตาไปมาด้วยความเบื่อหน่ายเช่น นี้

 

 

ฉัน รู้ว่าวันนี้แกว่าง แล้วตอนนี้ก็เลิกเรียนแล้ว มาหาฉันที่บ้านเดี๋ยวนี้ วันนี้แกต้องไปงานเลี้ยงกับฉัน และฉันขอย้ำว่า...อย่าก่อเรื่อง หรือทำอะไรให้ฉันต้องขายหน้าเด็ดขาด

          From: คุณพ่อ

 

 

เธอไม่เคยเข้าใจเลยจริงๆ ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องตามตัวเธอทุกครั้งที่มีงานสำคัญๆ ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงไม่เคยที่จะส่งข้อความถามไถ่ว่าวันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรไหม หรืออะไรก็ได้ที่แสดงให้เห็นว่าเขายังเป็นห่วงลูกคน นี้ของเขาอยู่ แล้วตอนนี้ก็เหมือนกัน...ส่งมาเพื่อสั่งให้เธอไปงานเลี้ยงกับเขางั้นหรือ ทั้งๆที่เขาออกจะเกลียดเธอ ไม่เคยดูดำดูดีเธอเลยนี่นะ? แล้วเขายังจะหวังเอาอะไรจากเธออีก เท่าที่เธอจำได้ ระหว่างเธอกับเขาไม่เคยพูดกันดีๆเลยสักครั้ง...อันที่จริง มีแต่เธอเท่านั้นแหละ ที่พยายามทำตัวดีๆ ให้เขาพอจะชมได้บ้างว่าเธอสมกับเป็นลูกของเขา....

 

ไอ้ลูกนอกคอก

 

ใช่....เธอ ยังจำคำที่พ่อเรียกเธอได้เสมอ ไม่เคยเข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมถึงต้องว่าเธอแรงเช่นนั้น ทั้งๆที่เธอไม่เคยเลยจริงๆ ที่จะทำอะไรให้เขาผิดหวัง...การเรียนหรือ ท็อปของโรงเรียนนี่ยังไม่ดีพอใช่ไหม...ด้านกีฬา นักกีฬาตัวเก็งบาสเก็ตบอลที่คว้ารางวัลมามากมายนี่ยังไม่ดีสำหรับเขาอีกหรือ จะว่าเธอเลว เกเร...เท่าที่จำได้ เธอได้รางวัลความประพฤติดีมา 2 ปีซ้อนแล้วนะ... จะว่าเรื่องความรับผิดชอบ คนที่เป็นหัวหน้าห้องอย่างเธอ ยังเรียกว่าไม่มีความรับผิดชอบอีกเหรอ...แล้วมันอะไรกัน ที่ทำให้เขาไม่พอใจเธอ เพราะอะไรกันทำไมเขาถึงต้องคอยส่งสายตารังเกียจเดียดฉันท์นั้นให้เธอเสมอ เมื่อเข้าใกล้ “ลูกนอกคอก” ของเขามันหมายความว่าอย่างไรกัน

 

และแล้วตอนนี้เธอก็มาหยุดอยู่หน้าบ้าน...ไม่สิ ใหญ่โตขนาดนี้คำว่าบ้านคงจะจำกัดความได้ไม่หมด....คฤหาสน์ คงเป็นคำเดียวที่เหมาะกับสิ่งก่อสร้างอันใหญ่โตกว่าพันไร่นี่ได้ล่ะมั้ง....ทั้งๆที่เคยคิดว่าจะไม่กลับมาแท้ๆ หลังจากโดนพ่อไล่ ตะเพิดออกจากบ้าน เพียงเพราะมีอยู่คืนหนึ่งเธอไม่กลับบ้านหลังจากโรงเรียนเลิก นั้นเพราะเธอต้องค้างที่โรงเรียนเพื่อทำรายงาน โครงงาน และงานฟิวเจอร์บอร์ดอีกหลายวิชาให้เสร็จ แต่พ่อกลับไม่ยอมฟังเธออธิบายเลยสักนิด หาว่าเธอกุเรื่องเพื่อไม่กลับบ้าน หาว่าเธอพยายามจะตีตัวออกห่างเขา...และนั่นเองก็ทำเอาเธอแทบจะระเบิดเช่นกัน นึกคันปากน้อยเนื้อต่ำใจอยากจะตะโกนถามกลับไปบ้าง ว่าใครกันแน่ที่พยายามจะตีตัวออกห่าง....นั่นมันเขาไม่ใช่เหรอ ที่ทำเหมือนเธอเป็นสิ่งไร้ตัวตน...สิ่งน่ารังเกียจ และความอับอายของวงศ์ตระกูล แต่สุดท้ายเธอก็ได้แต่ยืนก้มหน้ากำหมัดฟังเขาสาธยายด่าว่าเธอสารพัด จะมีก็เพียงแม่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่คอยช่วยเหลือเธอ...แต่มีหรือคนรั้น อย่างพ่อจะยอมฟัง แม้อีกฝ่ายจะเป็นภรรยาของเขาก็ตาม

 

“คุณหนู มาแล้วหรือครับ ตอนนี้นายใหญ่กำลังรออยู่ที่ห้องทำงานครับ”

 

กานต์ พยักหน้ารับคนงานคนหนึ่งที่เปิดประตูรับ ก่อนจะเดินเข้าไปภายในตัวบ้านอันมหึมา ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจริงๆ...โซฟาตัวนั้นยังคงมีรอยปากกาที่เธอในวัยเด็ก มือบอนหยิบปากกาในโต๊ะทำงานของพ่อมาวาดลงบนโซฟาตัวนี้....ออ หากจะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่านั้น คงเห็นจะเป็นเรื่องที่เธอทำโทรทัศน์เครื่องใหม่เอี่ยมของเขาเป็นรอย จากการที่เธอเล่นซนกับไม้เทนนิสเมื่อตอนประมาณเจ็ดขวบ ทำเอาเธอถูกพ่อทำโทษ มัดติดกับต้นไม้ใหญ่หลังบ้านกลางแดดเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง ทำเอาเธอเป็นลมทั้งๆที่ยังถูกมัดอยู่เช่นนั้น โดยมีแม่ของเธอวิ่งกระวีกระวาดเข้ามาหาหลังจากกลับจากการเสวนางานที่ต่าง จังหวัด หลังจากถูกปล่อยเป็นอิสระก็ถึงกับป่วยล้มพับไข้ขึ้นไปเป็นอาทิตย์ โดยมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่พ่อไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลโดยพูดทิ้งท้าย บางอย่างก่อนออกไป

 

สำออยจริงนะแก

 

แกร็ก แอด...

 

ทันทีที่บานประตูห้องทำงานของนายอติชาติ พ่อของเธอสิ่งแรกที่เธอรู้สึกคือไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ที่ดูเหมือนเจ้าของห้องจะเปิดไว้เสียเย็นเฉียบ ตามมาด้วยกลิ่นกระดาษ สมุด รวมไปถึงหนังสือเก่าๆที่ถูกวางไว้บนชั้นหนังสือหลังโต๊ะทำงาน ซึ่งบัดนี้พ่อของเขากำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเขาเห็นเธอเขาก็ย่นจมูกเล็กน้อยราวกับว่าเธอนำกลิ่นเหม็นสาบเข้ามาภาย ในห้องทำงานสุดรักสุดหวงของเขา

 

“นั่งลง”

 

นั่น ถือเป็นคำทักทายของเขา...อติชาติ เป็นชายวันกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้ร่องลอยหนวดเครา ดูก็พอจะรู้ว่าเป็นคนสำอางเอามากๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวนั้นไม่มีแม้แต่รอยยับ กระดุมติดทุกเม็ดอย่างเรียบร้อย เน็กไทถูกผูกและจัดตรงอย่างมีระเบียบ กานต์นั่งลงยังเก้าอี้เบื้องหน้าที่พ่อของเธอปรายตามอง

 

“ไม่เจอกันแค่สองปี...แกดู...ซอมซ่อเชียวนะ”

 

และ นี่คงจะเป็นคำพูดที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่ดีที่สุดของเขาแล้ว....เธอ พยายามจะคิดในแง่ดี ว่าเขายังคงเห็นว่าเธอเป็นลูกของเขาอยู่นะ....ไม่ใช่ไอ้เด็กไร้ค่าที่เขาจะ ตัดหางปล่อยวัดเมื่อไรก็ได้

 

“น่าสมเพช ออกจากบ้านแค่สองปีเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้...ทำยังไงล่ะ ถึงได้อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ไม่ยอมตายสักที”

 

พ่อมีอะไรจะพูดก็พูดเลยดีกว่าค่ะ”

 

อติกานต์พูดตัดบทเมื่อเห็นว่าหากปล่อยให้ยืดเยื้อกว่านี้ มีหวังเขาคง จะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการดูถูกเธอเป็นแน่...เมื่ออติชาติถูกคนตรงหน้า ตัดบทเสียดื้อๆก็หน้าเจื่อนเล็กน้อย พร้อมกับเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะร้อง ‘หึ’ ในลำคอ

 

“ก็ดี...เริ่มเลยจะได้ไม่เสียเวลา ก็อย่างที่ฉันบอกแกไปนั่นแหละ วันนี้แกต้องไปงานเลี้ยงวันเกิดหลานสาวคุณนายกรกนกกับฉัน...”

 

“งานเลี้ยง? กับพ่อน่ะเหรอ?”

 

“ทำไม ไม่อยากไปกับฉันขนาดนั้นหรือไง”

 

อติชาติเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดออกมาให้เห็น ซึ่งกานต์เองก็ไม่โง่พอจะทำให้คนอารมณ์ร้ายอย่างเขาต้องมาระเบิดแล้วอาละวาดใส่เธอแน่นอน

 

“เปล่าค่ะ....แค่สงสัย”

 

“อะไร?”

 

“ก็...พ่อจะเอากานต์ไปเป็นตัวปัญหาทำไมคะ”

 

อีกครั้ง...อติชาติร้อง ‘หึ’ ในลำคอพร้อมแสยะยิ้มเสมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ บวกกับการประชดประชัน

 

“ก็แม่ของแกน่ะ ดันไปสาธยายเสียดิบดีว่าตอนนี้ลูกสาวกำลังเรียนอยู่ม.ปลาย อีกไม่กี่ปีก็จะจบมาช่วยฉันบริหารงาน...บอกว่าดีอย่างโน้น วิเศษอย่างนี้...ฉันล่ะอยากจะอ้วก”

 

ใบ หน้าของกานต์สลดลงเล็กน้อย แต่ยังพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าอติชาติ ใจก็อดคิดอย่างน้อยใจไม่ได้ว่า ที่เขาต้องการจะพาเธอไปงานเลี้ยงด้วยนั้น ไม่ใช่เพราะเขาต้องการจะพาเธอไปจากใจจริง แต่เป็นเพราะต้องการแก้ปัญหาเสียแต่เนิ่นๆด้วยที่ว่าแม่ของเธอได้พูดถึงเธอ ในทางที่ดีหลากหลาย เขาคงจะคิดว่าหากไม่พาเธอไปเปิดตัวในงานใหญ่ๆ สักงานจะถูกแคลนหาว่าไม่รักหรือสนใจลูกของตัวเองก็เป็นได้ สรุปแล้ว...เธอมีค่ากับเขา เฉพาะเรื่องงานกับหน้าตาเท่านั้นหรือ

 

“ว่าไงล่ะ ตกลงแกจะไปกับฉันไหม”

 

เธอ มีสิทธิค้านด้วยอย่างนั้นหรือ....เครื่องจักรกลอย่างเธอ มีหน้าที่แค่ต้องทำตามคำสั่งของเขาไม่ใช่เหรอ แล้วเธอจะมีปัญญาเรียกร้องอะไรได้เล่า....นอกจากต้องตกลง และทำตามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

Comment

Comment:

Tweet