Because I love you [Yuri] - Part 2

posted on 17 Mar 2011 15:53 by nfv-01

Part 2

 

ใน เมื่อมีโอกาสลอยมาหาแบบนี้ มีหรือที่อติกานต์คนนี้จะปล่อยให้มันผ่านไป ตั้งแต่รู้จักกับรินมา ปีครึ่ง ก็ไม่เคยได้รู้จักมักจี่อะไรมากมาย บ้านไปทางไหนยังไม่รู้เลย ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็คือตอนที่เธอย้ายมาเรียนม.3ที่โรงเรียนนี้กะทันหัน แล้วก็ดันไปเห็นว่ารินนั่งแยกออกจากนักเรียนคนอื่นๆ แถมยังนั่งนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จากับใครอีกต่างหาก เพราะอะไรไม่รู้เห็นแบบนั้นแล้วมันอดไม่ได้ที่จะตรงรี่เข้าไปทัก แล้วก็ทึกทักนั่งข้างๆเสียเลย

 

โดย จากคำบอกเล่าของเพื่อนหลายๆคนบอกว่า รินเป็นคนไม่พูดไม่จากับใคร ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับคนอื่น โดยส่วนใหญ่แล้วจะนั่งเรียนเงียบๆ รอยยิ้มก็หาได้ยากจากนักเรียนที่ชื่อว่า วรินรำไพ....แต่หลังจากที่เจอกับกานต์ได้ไม่นาน รอยยิ้มที่ทุกคนไม่เคยเห็นจากรินกลับเห็นมันบ่อยขึ้น จากเป็นคนเงียบๆขรึมๆ และหลายครั้งที่จะเห็นแววตาเศร้าสร้อยนั้น เปลี่ยนเป็นเริ่มพูดมากขึ้น ทำให้เพื่อนๆเริ่มเข้าหา

 

“แล้วไปทางไหนต่อล่ะ”

 

กานต์ ตะโกนถามคนที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เสียงดัง แข่งกับเสียงลมและเสียงดังจากบ้านเรือนใกล้เคียง รินที่กอดเอวกานต์อยู่ก็เปลี่ยนเป็นเกาะไหล่ทั้งสองข้างของเพื่อนสาวนักกีฬา แทน พร้อมกับชี้มือไปทางซอยเล็กๆตรงหน้า

 

“นั้นๆๆ.....จอดๆๆๆ ถึงแล้วล่ะ”

 

กานต์ เบรกตามคำสั่งของรินแทบไม่ทัน ตอนนี้พวกเธอทั้งสองคนก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งซึ่งดู ซอมซ่อราวกับไม่มีคนดูแลมาหลายปี กานต์มองไปรอบๆบ้านอย่างสนใจ ส่วนรินค่อยๆลงจากรถอย่างอ้อยอิ่ง

 

“อยู่กับใครเหรอ”

 

“พ่อเลี้ยง...น่ะ”

 

คำ ตอบของรินทำให้กานต์อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นสูง เป็นใครก็คงจะแปลกใจไม่น้อยที่เด็กสาวม.ปลายหน้าตาสะสวยอยู่ใต้ชายคาเดียว กับชายผู้ที่ไม่ได้มีแม้แต่สายเลือดเดียวกัน ยิ่งได้ยินแบบนี้กานต์ก็ยิ่งห่วงเข้าไปใหญ่น่ะสิ

 

“แล้วนี่พ่อเลี้ยงเธออยู่รึเปล่า”

 

ริน มองเข้าไปในตัวบ้านที่เงียบสงัด ก่อนจะหันมาส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะป่านนี้สาริกข์คงจะอยู่ที่ร้านเหล้า หรือไม่ก็บ่อนที่ไหนสักแห่งนั่นแหละ กว่าจะกลับมาก็คงจะประมาณ 2-3 ทุ่ม

 

“แล้ว....ฉันเข้าไปบ้านเธอหน่อยได้ไหม”

 

ริน มีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับแต่โดยดี ได้คำตอบแบบนั้นกานต์ก็ยิ้มออกมาทันที พร้อมกับถอดหมวกกันน็อคออกแล้วลงจากรถมอเตอร์ไซค์ จากนั้นก็เดินตามหลังรินเข้าไปโกโรโกโสเข้าไปทันที

 

นอก บ้านว่าโทรมแล้ว ภายในตัวบ้านยิ่งโทรมหนักเข้าไปใหญ่ กานต์ที่เดินเข้ามาก็สอดสายตามองไปรอบๆอย่างสำรวจ เธอได้กลิ่นชื้นจากไม้ที่เปียกชื้นเนื่องจากฝนที่ตกกระหน่ำมาหลายวัน ตะไคร่เกาะตามช่องไม้เล็กๆ กานต์ยังพบอีกว่าบ้านหลังนี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลยสักตัว จะมีก็แต่เก้าอี้ไม้เก่าๆพุพังแค่สองสามตัวเท่านั้น บ้านทั้งหลังทำจากไม้ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่กานต์จะแอบเห็นรอยปลวกแทะตามประตู หรือฝาผนัง...เห็นแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า หากวันใดวันหนึ่งบ้านมันพังลงมา เพื่อนสนิทของเธอจะทำอย่างไร

 

“ขอโทษนะ ที่บ้านฉันไม่มีพวกเฟอร์นิเจอร์อะไรนี่หรอก จะเข้าไปนั่งในห้องฉันก่อนไหมล่ะ”

 

ริน เอ่ยขึ้นราวกับรู้ความคิด พร้อมกับถามขึ้นในประโยคสุดท้าย กานต์จึงแค่พยักหน้าตอบรับไปก่อนจะเดินตามหลังเข้าไปในห้องนอนของเพื่อนสนิท

 

สิ่ง แรกที่กานต์เห็นเมื่อเข้ามาในห้องนอน คือรูปขาวดำของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าสะสวยคล้ายคลึงกับริน และใต้รูปก็มีตัวอักษรเขียนไว้ให้รู้ว่าคนในรูปชื่อ ‘เรืองริน’ และ กานต์เองก็ไม่ได้โง่ ดูแล้วก็พอจะเดาได้ทันทีเลยว่าคนในรูปจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากแม่ของริน ที่เสียไปตั้งแต่รินอายุได้แค่ 6 ขวบ.....

 

.....ที่พอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับรินก็มีอยู่แค่นี้ หึ...เป็นเพื่อนสนิทภาษาอะไรกันฉัน...

 

“แม่น่ะ....เธอคงไม่กลัวหรอกใช่ไหม”

 

ริน เอ่ยถามเพื่อนสนิทขึ้นอย่างหวาดๆ กลัวว่าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเองจะกลัวรูปหน้างานศพของแม่เธอจนไม่ กล้าเข้ามา แต่คำตอบของกานต์ก็ทำให้เธอโล่งใจ แต่ก็ต้องหน้าแดงระเรื่อขึ้นไปพร้อมๆกัน

 

“รักคนเป็นลูกขนาดนี้ จะกลัวคนเป็นแม่ได้ไง”

 

ไม่ ใช่แค่คนฟังเท่านั้นหรอกนะที่เขิน ไอ้คนพูดน่ะทั้งเขินทั้งอายแล้วรู้หรือเปล่า กานต์แทบอยากจะตบปากตัวเองสักพันหน พูดแบบนั้นออกไปได้ยังไงกัน....ด้านจริงๆ -*-

 

“อ...เอาเป็นว่า ถ้าไม่กลัวก็นั่งอยู่ในนี้ก่อน เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้”

 

อายจนจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว!! คนพูดจะรู้ไหมว่าคนฟังมันแอบเตลิดไปไหนต่อไหนแล้ว...โอ๊ย!! ถ้าไม่ได้คิดอะไรกันล่ะก็...ก็ขอล่ะ อย่าพูดให้หลงดีใจจะได้ไหม

 

“ไม่ต้องหรอก....ฉันก็แค่อยากจะมาดูการเป็นอยู่ของเพื่อนสนิทบ้างเท่านั้นเอง รู้จักกันตั้งครึ่งปีทางไปบ้านฉันยังไม่รู้จักเลย”

 

‘เพื่อนสนิท’ ทำไม ไม่รู้คนได้ยินถึงได้ใจแป้วขนาดนี้ ไอ้ที่หลงดีใจเมื่อครู่มันเหือดหายไปหมดเลย....โธ่...สุดท้ายเขาก็คิดกับเรา แค่เพื่อนสนิท....แอบร้องไห้ในใจจะผิดไหม....

 

“อื้ม...ก็รู้แล้วนี่ งั้นก็กลับไปได้แล้วมั้ง”

 

ไม่ รู้ว่าเพราะอารมณ์น้อยใจมันพุ่งพรวดจนยั้งปากไว้ไม่ทันหรือเปล่า ถึงได้พูดแบบนั้นออกไป ทำเอากานต์เหวอไปเลย...ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าๆแทน จนคนที่เพิ่งพูดออกไปเมื่อครู่แทบอยากจะดึงเอาคำพูดที่เผลอหลุดปากออกไปกลับ คืนมายังไงก็ไม่รู้ ยิ่งรู้ทั้งรู้ว่านอกจากกานต์จะเป็นคนขี้อายแบบสุดๆแล้ว ยังขี้น้อยใจแบบสุดๆอีกต่างหาก

 

“อื้ม...นั้นสินะ ฉันคงมารบกวนเธอมากเกินไปหน่อย....งั้น....ฉันกลับล่ะ”

 

กานต์ พูดพร้อมกับยิ้มให้เล็กน้อย แต่กลับเป็นยิ้มเศร้าๆที่รินไม่เคยเห็นมันจากเพื่อนร่างสูงคนนี้มาก่อน กานต์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถทันที ส่วนรินที่ยืนอึ้งไปชั่วครู่ก็วิ่งตามออกมาจะเรียก แต่ก็ไม่ทัน เพราะรถของกานต์ทะยานออกไปถึงปากซอยเสียแล้ว

 

“อ่า......อ๊ายๆๆ ไอ้ปากบ้าพูดอะไรออกไปเนี่ย....”

 

ริน ที่ยืนอยู่หน้าบ้านได้แต่ตบปากตัวเองซ้ำๆ เธอลืมไปได้ยังไงกันว่าเพื่อนสนิทของเธอคนนี้ขี้น้อยใจสุดๆ ได้แต่นึกหงุดหงิดที่ตัวเองยั้งปากเอาไว้ไม่ทัน....แต่ก็ยังดีอยู่อย่างที่ คนอย่างกานต์ ง้อนิดหน่อยก็ยอมอ่อนให้แล้ว....มันเป็นเพราะกานต์เป็นคนขี้ใจอ่อน หรือเป็นเพราะคนง้อกันแน่นะ?

 

 

ทาง ด้านกานต์ ที่บึ่งรถออกจากซอยเล็กๆเปลี่ยวๆซอยนี้ได้แล้ว ก็มานึกย้อนทีหลังกับสิ่งที่ตัวเองแสดงต่อหน้าริน นึกแล้วก็ชักจะหงุดหงิดกับความขี้น้อยใจของตัวเองเสียจริงๆ อยากจะกลับไปขอโทษเสียเดี๋ยวนี้ แล้วบอกเหตุผลน่าตลกว่า

 

ขอโทษนะ วันนี้ประจำเดือนมา เลยหงุดหงิดไปหน่อย

 

......อ้ากกก ไม่ ไม่! นี่เราคิดอะไรของเราอยู่เนี่ย...จะให้ไปพูดอะไรน่าอายแบบนั้นได้ยังไงกัน! ....แต่...ถ้ามันจะทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นได้ล่ะ? มันก็คุ้มค่าที่จะทำไม่ใช่เหรอ....

 

ความ คิดต่างๆนานาตีกันพัลวันในหัวของกานต์ ระหว่างที่ว่าจะกลับไปขอโทษแล้วพูดอย่างที่คิดไปจริงๆ หรือจะกลับไปนอนคิดคำขอโทษในวันหลัง คิดไปคิดมาก็พบว่าตัวเองมาอยู่หน้าหอพักของตัวเองเสียแล้ว ซึ่งกานต์ก็ได้แต่ถอนหายใจกับสมองอันเชื่องช้าของตัวเองที่ไม่รีบตัดสินใจ ให้เร็วกว่านี้ เธอเดินห่อไหล่ขึ้นห้องไปด้วยสภาพคอตกจนผู้ดูแลหอพักที่เอ่ยทักอย่างอารมณ์ ดี แต่เหมือนว่ากานต์จะไม่ได้ยินจึงเดินผ่านไปอย่างห่อเหี่ยวถึงกับยืนงงเลยที เดียว

 

ภาย ในห้องนอนขนาดสี่เหลี่ยมเล็กเท่ารูหนู ข้าวของที่เคยจัดอยู่เป็นที่เป็นทางของมันกลับรกระเกะระกะ ทั้งฝุ่น หยากไย่ หรือแม้แต่ใยแมงมุมเกาะจับตามมุมฝาผนัง และเครื่องเรือนมากมาย จนอาจจะทำให้ผู้อาศัยในห้องนี้กลายเป็นโรคภูมิแพ้ไปได้โดยปริยาย กานต์โยนกระเป๋าหนังสือลงบนโซฟาปุปะตัวหนึ่ง ขณะที่ตัวก็เดินไปยังเตียงนอนแล้วล้มตัวลงโดยนอนคว่ำหน้าอย่างหมดแรง พลางปล่อยให้สมองคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนผล็อยหลับไปในที่สุด

 

 

Comment

Comment:

Tweet