Because I love you [Yuri] - Part 1

posted on 31 Jan 2011 19:34 by nfv-01

Part 1

 

“ไม่เป็นอะไรแน่นะ”

 

หลังเลิกเรียน ระหว่างที่กานต์และรินกำลังเก็บอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋า กานต์เด็กสาวหัวหน้าห้อง ร่างสูงโปร่งผิวขาว ผมซอยแต่ไม่สั้นจนดูน่าเกลียด ก็เอ่ยถามเพื่อนสนิทที่จู่ๆก็สะดุ้งตื่นขึ้น หลังจากที่เผลอหลับในห้องเรียนไปได้ไม่กี่นาที พร้อมกับใบหน้าซีดเซียวไร้สี

 

“หืม....เรื่องอะไรเหรอ”

 

ริน เด็กสาวร่างบาง ผิวขาว ผมยาวสลวยเกือบถึงกลางหลัง เงยหน้าขึ้นถามเพื่อนสนิทที่ตอนนี้เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยใบหน้างุนงง เรียกเสียงถอนหายใจให้กับกานต์ได้เป็นอย่างดี

 

“ยังจะมาถาม...ที่เธอสะดุ้งตื่นตอนนั้นน่ะ หน้าเธอซีดมากเลยนะ....ไม่เป็นไรแน่เหรอ”

 

กานต์ถามย้ำอีกครั้ง รินจึงก้มลงกวาดเอาทุกอย่างบนโต๊ะลงกระเป๋า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมทั้งยกกระเป๋าขึ้นวางบนโต๊ะ แล้วจึงได้ตอบคำถามของเพื่อนสนิท (ที่ตัวเองดันคิดไม่ซื่อ) ที่ถามด้วยความเป็นห่วง

 

“ก็ไม่เป็นไรไง...กานต์น่ะไปซ้อมเถอะ ไม่กลัวรุ่นพี่ว่าเอาหรือไงไปช้าน่ะ”

 

ว่าแล้วรินก็เดินเข้ามาดันหลังกานต์ออกจากห้องเรียน (ที่ตอนนี้เหลืออยู่แค่สองคน) ทันที ด้วยเหตุที่ว่าไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับเพื่อนสนิทขี้เป็นห่วงคนนี้เสียเท่าไหร่ อีกอย่างหากเพื่อนเธอลงไปที่สนามบาสช้ากว่านี้อีกนิดล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าต้องโดนรุ่นพี่ประธานชมรมเอ็ดเอาแน่ๆ

 

“อะจ๊ะๆ ไม่ต้องไล่ก็ได้...ชิ คนเค้าเป็นห่วงยังจะมาไล่อีก”

 

กานต์เดินตามแรงดันของรินไปช้าๆ ปากก็บ่นอุบอิบไประหว่างทาง โดยมีเสียงหัวเราะของคนข้างหลังดังเป็นระยะๆตอบรับเสียงบ่นของเค้าอีกด้วย จนกระทั่งทั้งสองคนเดินมาถึงสนามบาส ซึ่งมีเหล่าบรรดารุ่นพี่ รุ่นน้อง แล้วก็นักเรียนรุ่นเดียวกันเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย และยืนพร้อมกันอยู่แล้ว

 

“ไงไอ้กานต์ ช้ามากขอบอก....นี่ถ้าไม่ได้คุณเพื่อนสนิท (คิดไม่ซื่อ) อย่างรินลากมาก็คงจะอีกนานล่ะสิท่า”

 

รุ่นพี่คนหนึ่งแซวขึ้นมาทันที โดยเก็บคำว่า ‘คิดไม่ซื่อ’ ไว้ในใจ เพราะพอจะเดาสายตาที่รินมองรุ่นน้องตัวเก็งของเธอได้

 

“อะไรกันพี่ผิง นี่ยังไม่ถึงเวลาซ้อมเลยด้วยซ้ำ กานต์ไม่ได้มาช้าอะไรขนาดนั้นสักหน่อย”

 

กานต์แก้ตัวน้ำขุ่นๆได้อย่างลอยหน้าลอยตาจนผิงหมั่นไส้ แต่ก็ต้องหัวเราะออกมาเมื่อมีคนจัดการแทนเธอเรียบร้อยแล้ว.....รินเองก็หมั่นไส้กับท่าทางของเพื่อนสนิทของเธอไม่น้อย จึงจัดการบิดหูร่างสูงไปทีนึง เรียกเสียงหัวเราะจากคนในชมรม และเสียงร้องจากคนโดนบิดได้อย่างดี

 

“แล้วนี่รินไม่รีบกลับบ้านเหรอ”

 

คำถามของรุ่นพี่คนเดิมเหมือนสายลมเป่าเอารอยยิ้มเมื่อครู่นี้หายไปกะทันหัน ซึ่งก่อนที่คนที่เหลือจะจับสังเกตได้รินก็ยิ้มขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำถามของรุ่นพี่ประธานชมรมของเพื่อนสนิทไป

 

“ไม่ล่ะค่ะ....ไม่รีบ....เท่าไหร่”

 

น้ำเสียงที่เธอพยายามปรับให้เป็นปกติอาจสามารถตบตาคนอื่นได้ แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่กานต์แน่นอน ที่ผิดสังเกตตั้งแต่รอยยิ้มที่ชะงักไปชั่วครู่นั้นแล้ว

 

“เหรอ....งั้นมาดูพวกพี่ซ้อมไหมล่ะ พี่คิดว่ารินน่าจะเป็นกำลังใจให้ใครบางคนได้อย่างดีเลยล่ะ”

 

ไม่ต้องรอนานเลยจริงๆ รุ่นพี่จอมแซวก็เริ่มอีกแล้ว เพิ่งแซวไปเมื่อกี้เผลอแป๊บๆแซวอีกแล้ว ถ้าเป็นปกติกานต์คงต้องหน้าแดงแน่ แต่ก็คงจะเผลอแสดงอาการเขินไปได้แค่ไม่กี่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ก็จะปรับสีหน้าเป็นอย่างเดิมได้อย่างรวดเร็ว....แต่คราวนี้กานต์ไม่มีกระจิตกระใจจะเขินอะไรนั้นแล้ว ต่อให้เธอเป็นคนขี้อายแค่ไหนก็ตาม ในเมื่ออาการของเพื่อนสาวคนนี้ดูน่าเป็นห่วงกว่าเยอะ

 

“อืม.....ก็ดีเหมือนกันค่ะ คงไม่เป็นการรบกวนอะไรหรอกใช่ไหม”

 

รินหันมาถามร่างสูง ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยักไหล่เป็นคำตอบก่อนจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำสั่งของผิงทันที ส่วนรินก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวยาวมองนักกีฬาคนอื่นๆวิ่งวนไปรอบๆสนาม โดยที่สมองก็นึกไปถึงเรื่องในอดีตไปพลาง...

 

.....10 ปีที่ผ่านมา เป็นเหมือน 10 ปีในนรก...หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นาน แม่ของเธอก็ถูกพ่อเลี้ยงผลักตกน้ำตาย โดยที่สาริกข์ให้การณ์กับตำรวจไปว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะในช่วงเวลานั้นไม่มีใครอยู่ในละแวกนั้นเลยแม้แต่คนเดียว...แล้วพยานที่อยู่ในที่นั้นก็มีแค่เธอเท่านั้น ซึ่งเธอจะไปพูดอะไรได้เล่า ในเมื่อสาริกข์ส่งสายตาน่ากลัวให้เธออยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นเรื่องนี้ก็เงียบลง โดยที่เธอต้องใช้ชีวิตมากับพ่อเลี้ยงตามลำพังเพียงสองคน....

 

.....10 ปีที่ผ่านมา เธอก็โดนพ่อเลี้ยงทารุณมาตลอด ทั้งข่มเหงรังแก....และทำร้ายร่างกายเธอสารพัด นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ค่อยอยากจะกลับบ้านเท่าไรนัก แม้ว่ากลับไปถึงจะไม่เจอใครเลยก็ตาม แต่พอตกดึกพ่อเลี้ยงของเธอก็จะกลับมาในสภาพเมามายทุกที และทุกคืนเธอก็แทบจะไม่ได้นอน เพราะต้องมาพะว้าพะวงกลัวว่าคนเมามายจะบุกเข้ามาในห้องเธอเมื่อไหร่....

 

....และก็เป็นเพราะเหตุนี้ ทำให้เธอกลายเป็นคนเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร...ดีอยู่อย่างหนึ่งคือการที่เธอได้มาเรียนในโรงเรียนสตรี มันทำให้เธอไม่ต้องพบปะกับเพื่อนต่างเพศที่เมื่อเธอเข้าใกล้ทีไร แทบจะควบคุมสติตัวเองไม่อยู่....และการที่ฉันไม่ชอบคบหากับใคร ทำให้ฉันกลายเป็นคนไม่มีเพื่อน ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่พูดไม่จากับใคร จนอาจารย์ต่างพากันคิดว่าฉันเป็นเด็กมีปัญหา และทุกครั้งที่ไปเยี่ยมบ้านก็จะถามเรื่องนี้กับพ่อเลี้ยงของฉันเป็นประจำ ซึ่งเขาก็สามารถแสดงละครบทคุณพ่อที่แสนดีต่อหน้าคุณครูได้อย่างดีเยี่ยมจนครูเชื่อสนิทใจว่าระหว่างเธอกับเขาไม่มีปัญหาอะไรกัน.....

 

.....หากแต่ใครจะรู้เล่า ว่าลับหลังอาจารย์แล้ว....คุณพ่อที่แสนดีคนนั้นก็แปลเปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายแทบจะในบัดดล ฉุดกระชาก ทุบตีสารพัด.....

 

.....และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมฉันถึงได้มาหวั่นไหวกับกานต์ ทั้งๆที่ฉันเป็นคนปิดกั้นคนจากโลกภายนอกอันโหดร้ายนี้....ทั้งๆที่ฉันไม่ชอบคบหา หรือแม้แต่พูดคุยกับใคร.....เพราะว่ามีแต่กานต์เท่านั้นที่เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้ม เดินเข้ามาฉุดฉันขึ้นมาจากหลุดดำแห่งความโดดเดี่ยว.....มันจึงไม่แปลกเลยที่ฉันจะหวั่นไหวไปบ้าง กับการแสดงท่าทีที่เป็นห่วงของเธอ....และมันก็ไม่แปลกเลยที่ฉันจะหวงเพื่อนคนนี้มาก....มากจนไม่อยากให้ใครมามอง มายุ่ง มาพูด มาคุยด้วย...

 

....ซึ่งฉันเองก็เคยแสดงท่าทีนี้ออกไปเหมือนกัน ทำเอาถูกเพื่อนในห้องแซวกันยกใหญ่....ก็อายเหมือนกันนะตอนนั้นน่ะ.....ส่วนอีกคนน่ะเหรอ ยืนยิ้มเป็นรูปปั้นประติมากรรมให้คนอื่นแซวเสียอย่างนั้น....ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยใช่ไหมล่ะ....ใช่สิ มันคงมีแต่ฉันนั้นแหละที่ชอบเธอฝ่ายเดียวน่ะ....

 

ริน

 

กานต์ที่ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆรินตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบก็ตะโกนใส่หูเพื่อนสนิททันที พร้อมทั้งเขย่าไหล่บางเบาๆเป็นการเรียกสติ หลังจากที่เขาซ้อมจนเหงื่อชุ่มตัว แล้วหันมาเห็นเพื่อนสนิทของตัวเองนั่งเหม่อมองที่แป้นบาสอยู่นาน จึงได้เดินเข้ามาเรียกอยู่หลายครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับเสียที

 

“ฮะ? ...อะไรเหรอ”

 

“เป็นอะไรรึเปล่าริน วันนี้เธอทำตัวแปลกๆทั้งวันเลยนะ ตั้งแต่ในคาบเรียนแล้ว”

 

กานต์ถามด้วยความเป็นห่วง โดยมีเสียงหอบดังเป็นระยะๆ และเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม มือก็บิดฝาขวดน้ำที่วางอยู่ข้างๆ ก่อนจะกระดกดื่มไปหลายอีก

 

“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก...แล้วนี่ซ้อมเสร็จแล้วเหรอ”

 

“ตั้งนานแล้ว ฉันเปลี่ยนชุดแล้วไม่เห็นเหรอ”

 

กานต์มองท่าทางเหม่อๆของเพื่อนสนิทด้วยอาการเป็นห่วง เพราะช่วงนี้เพื่อนของเธอคนนี้เหม่อบ่อยมากจนไม่เป็นอันเรียน บางทีก็เผลอหลับในชั่วโมงเรียนอยู่บ่อยๆจนถูกอาจารย์ตำหนิ

 

“เหรอ....นี่ฉันเหม่อขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

 

“ยังจะถามอีกเหรอ....แล้วนี่จะกลับเลยไหม เดี๋ยวไปส่ง”

 

“เฮ้ย จะบ้าเหรอกานต์...บ้านฉันกับหอกานต์น่ะมันคนละทางเลยนะ”

 

“แล้วไง...ก็ฉันเต็มใจจะไปส่ง......หรือเธอไม่เต็มใจให้ฉันไปส่งล่ะ”

 

“ก็เปล่า.....”

 

รินตอบเสียงอ่อยทันที เรียกรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของกานต์ได้เป็นอย่างดี ร่างสูงลุกขึ้นยืนทันที พร้อมกับยื่นมือออกไปข้างหน้าริน

 

“งั้นก็ไปสิ”

 

สรุปแล้ว....เธอต้องยอมแพ้กานต์ตลอดเลยใช่ไหมเนี่ย?

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet