Because I love you [Yuri] - Part 8

posted on 13 Aug 2011 10:29 by nfv-01

Part 8

 

เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งลง ทั้งหูและสมองของเธออื้ออึงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอไม่อยากจะเชื่อเลย เมื่อกี้เขา...เมื่อกี้กานต์เพิ่งสารภาพรักกับเธอใช่ไหม คนที่เธอเฝ้าหวั่นไหวได้ทุกวันคนนี้ กำลังสารภาพรักกับเธองั้นหรือ?? นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ......แถมยังเป็น.......ฝันดีเสียด้วย

 

แต่หากว่าเป็นเรื่องจริง เธอเองก็กลัวเหลือเกิน กลัวว่าหากร่างสูงรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเธอ รู้ในสิ่งเลวร้ายที่พ่อเลี้ยงของเธอทำไว้ อติกานต์คนนี้จะยังยืนยันคำเดิมหรือเปล่า เขาจะยังรักเธออยู่ไหม....และหากว่าเขารังเกียจเธอขึ้นมาล่ะก็ เธอคงทนไม่ได้แน่ หากเสาหลักที่พอจะให้เธอได้พึ่งพิงต้นนี้โอนเอียงไปแม้สักนิด แล้วเธอจะอยู่อย่างไร

 

“แล้วเธอล่ะ รู้สึกยังไงกับฉัน”

 

ยิ่งพบหน้า ยิ่งสบตา เธอก็ยิ่งหวั่นไหว ดวงตาที่ส่องประกายนั้นมันยิ่งทำให้เธอบังคับใจไม่ให้รักอีกฝ่ายได้ยากนัก ยิ่งโดยเฉพาะกับเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เธอเพิ่งประสบพบเจอมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ แต่คนอย่างดีๆอย่างเขาไม่คู่ควรกับคนสกปรกที่มีมลทินอย่างเธอ แม้ใจจะอยากลิ้มรสความรักกับเขาดูสักครั้งก็ตาม

 

“แต่คนอย่างฉันมันน่ารังเกียจ... บางที ถ้ากานต์รู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉันแล้ว กานต์อาจจะเกลียดฉันไปเลยก็ได้...”

 

ปลายนิ้วของอติกานต์ทบลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆเป็นการตัดบท ก่อนจะพูดขึ้น

 

“สิ่งที่ฉันต้องการฟังมีเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ ว่าเธอรู้สึกยังไงกับฉัน....... ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอต้องพบเจออะไรมาบ้าง และฉันเองก็อยากจะรู้จักเธอให้มากกว่านี้.... แต่ฉันจะไม่บังคับให้เธอเล่าหากเธอไม่เต็มใจ ฉันเชื่อว่าเมื่อเธอพร้อม ฉันเองก็พร้อมจะรับฟังเช่นกัน....และขอให้รู้ไว้นะ ว่าอติกานต์คนนี้ไม่มีวันเกลียดเธอแน่นอน...ฉันสาบาน”

 

แววตาสีหน้าที่จริงจัง ผนวกกับน้ำเสียงที่มั่นคงนั้นทำให้เธอมั่นใจในตัวของเขาได้ไปเปราะหนึ่ง ดวงตาที่แดงก่ำน้ำตาคลอขึ้นอีกครั้ง อติกานต์ยกมือทั้งสองขึ้นประคองใบหน้าอีกฝ่ายและจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยหยอกล้อขึ้น

 

“อย่าร้องนะ ตาบวมเป่งแล้ว.... แค่นี้หน้าก็กลมพออยู่แล้วนะ”

 

คนถูกกล่าวหาว่า ‘หน้ากลม’ ถึงกับหน้ามุ่ยทันที พร้อมกับใช้ฝ่ามือฟาดไปที่ต้นแขนร่างสูงอย่างแรง แต่มันแรงเกินกว่าที่เธอคาดการไว้มากจนเธอเองยังตกใจ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านซักนิด ยังคงหัวเราะร่าจนเธอเริ่มหมั่นไส้

 

“หัวเราะพอรึยังฮะ ไอ้ดำ”

 

กานต์ถึงกับสะอึก หยุดหัวเราะทันควัน ดำงั้นเหรอ เฮ้ๆ....เกินไปหน่อยมั้ง

 

“แรงนะจ๊ะ อย่างฉันเนี่ย เขาเรียกว่าแทนหรอกนะ ไม่ได้ดำ”

 

....แทนที่จะขาวน่ะสิ.... รินอุบอิบเบาๆ แต่คงไม่รอดพ้นหูของอีกฝ่ายไปได้ อติกานต์ยู่ปากก่อนจะเปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้มฉายแววเจ้าเล่ห์จนรินเองยังแอบหวั่นใจ โดยเฉพาะไอ้สายตาแปลกๆนั่น ทำไมเธอไม่เคยเห็นมันนะ!!

 

“เห~” กานต์เชยคางร่างบางขึ้น “ปากร้ายจังนะ ลุคใหม่เหรอ....”

 

จะมาไม้ไหนเนี่ย รินแอบคิดอย่างหวั่นใจว่าอีกฝ่ายจะเล่นอะไรพิเรนอะไรขึ้นมาอีก

 

“ขอจุ๊บทีสิ ว่าคนปากร้ายจะรสชาติยังไง”

 

โอ้...พระเจ้าช่างเล่นตลก เมื่ออติกานต์ผู้แสนดี ขี้อาย และขี้งอนเป็นที่สุด....ไหงถึงได้กลายเป็นคนกะล่อน แล้วก็หื่นเช่นนี้!?! รู้สึกว่าเขาจะไม่ได้พูดเล่นเสียด้วย ในเมื่อมือทั้งสองข้างที่ประคองใบหน้าของเธอเมื่อครู่ เลื่อนมาจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอแทน เพื่อกันการเบี่ยงตัวหรือขัดขืน อีกทั้งใบหน้าคมก็ขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าของเธอจนจมูกห่างกันเพียงไม่ถึงสองนิ้ว!!! วรินรำไพหลับตาปี๋ทันที

 

เนื่องจากหลับตาอยู่ เธอจึงไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของคนช่างแกล้ง ซึ่งตอนนี้กำลังค้างอยู่ในท่าเดิมก่อนหน้าที่รินจะปิดดวงตาทั้งสองข้างลง ที่เธอพอจะรับรู้ได้ก็คือ ลมอุ่นๆที่สัมผัสใบหน้าเธออยู่เนื่องๆ รอแล้วก็รอเล่าว่าเมื่อไรอีกฝ่ายถึงจะเริ่มเสียที (?) แต่สุดท้ายเธอก็ได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะของกานต์ และเมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าเขาเบี่ยงหน้าไปข้างๆพร้อมถอยใบหน้าออกไป ไหล่ทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อยด้วยการกลั้นเสียงหัวเราะเต็มที่

 

“ฮะ ฮะ....เอ่อ...โทษนะ นี่รินคิดว่าฉันจะจูบรินจริงๆน่ะเหรอ”

 

ได้ฟังถึงกับฉุนกึก ยกฝ่ามือขึ้นฟาดแขนอีกฝ่ายอีกครั้ง ใบหน้าแดงระเรื่อ... แต่ด้วยความโกรธ ฉุน เคือง....หรือเขิน กานต์เองก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกัน ก่อนที่ค้อนวงโตจะถูกส่งมาให้คนช่างแกล้งโดยร่างบางของอีกฝ่าย

 

“โอ้...งอนเหรอ”

 

กานต์วางฝ่ามือลงบนศีรษะของริน พร้อมกับโคลงไปโคลงมาราวกับผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กเล็ก ซึ่งรินเองก็เริ่มโวยวายขึ้นมาน้อยๆ

 

“โอ๊ย นี่ฉันเกิดก่อนกานต์อีกนะ อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กๆสิ”

 

“เอ๋....เหรอ แต่เธอตะ- อะ....เอ่อ....ตัวเล็กกว่าฉันนี่”

 

ร่างสูงถึงกับชะงักเมื่อในขณะที่เกือบจะหลุดคำว่า ‘เตี้ย’ ออกมา เขาก็พบกับสายตาข่มขู่จากคนตัวเล็กกว่าอย่างริน ถึงกับต้องเปลี่ยนคำพูดในฉับพลัน

 

“อีกอย่างนะ แก้มรินก็ยุ้ยขนาดนี้.....” กานต์ว่าพลางยกมือขึ้นหยิกแก้มทั้งสองข้างของรินเบาๆ “ไม่ต่างจากเด็กเท่าไหร่เลยนะ”

 

“นี่!!”

 

“อ่ะ ล้อเล่นจ้า....ว่าแต่....ทำแบบนี้จะดีเหรอริน”

 

น้ำเสียงที่ดูจริงจังและสีหน้าเคร่งเครียดของกานต์ เรียกความสนใจและใคร่รู้ให้กับรินได้ไม่น้อย ในเมื่อ เมื่อครู่นี้ยังทำตัวเป็นเด็กๆ ตีหน้าทะเล้น กะล่อนใส่เธออยู่แท้ๆ

 

“เรื่องอะไรเหรอ”

 

“คืองี้นะ” กานต์เขยิบใบหน้าเข้าไปใกล้รินอีกครั้ง ด้วยท่าทางจริงจังจนรินเองยังเผลอตัวลุ้นกับเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังจะพูด ทั้งๆที่ใบหน้าของกานต์ก็เข้ามาใกล้ใบหน้าของเธอขึ้นเรื่อยๆ ทุกที ทุกที

 

เมื่อไหร่เธอจะบอกรักฉันเหรอ” และแล้ว ไอ้ใบหน้าจริงจังนั้นก็หายไป และถูกแทนที่ด้วยใบหน้าทะเล้น รอยยิ้มแสนกวนกลับมาปรากฏบนใบหน้าคมของกานต์อีกครั้ง รินเผลออุทานออกมาเบาๆก่อนจะตีหน้าบึ้งพร้อมกับเชิดใส่

 

“ใครจะบอกรักกานต์ไม่ทราบ อย่ามามั่วนะ”

 

“อ้าว” กานต์แกล้งทำเสียงเศร้าใส่เรียกร้องความเห็นใจ พร้อมกับใบหน้าหงอยๆ ซึ่งแน่นอนว่าแกล้งทำอีกเช่นกัน “นี่รินจะบอกว่า ไม่เคยรักกานต์เลยงั้นเหรอ” สรรพนามแทนตัวเองก็ถูกเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน รินลอบมองด้วยความขำขัน

 

“ดีล่ะ!” กานต์ลุกขึ้นยืนท่าทางมุ่งมั่นจนรินแปลกใจ

 

“หือ”

 

“ถ้ารินไม่บอกรักกานต์นะ กานต์จะเดินลงไปในน้ำให้จมหายไปกับแม่น้ำเลย” ว่าแล้วก็เดินไปยังริมน้ำ ทำท่าจะลงไปในแม่น้ำจริงๆ แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวลงน้ำไปนั้น ก็ได้หันกลับมามองร่างบางที่ยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม

 

“นี่! จะลงแล้วนะ” กานต์ตะโกนบอก ซึ่งก็ไร้วี่แววเสียงร้องห้ามหรือรั้งไว้ดังมาจากอีกฝ่าย

 

“ไม่คิดจะห้ามหน่อยเหรอ”

 

“ไม่นี่........ออ...” กานต์เผยรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหน้าบูดกลับไปสลดดังเดิมเมื่อได้ยินประโยคต่อมา “อยากได้อะไรไหม เดี๋ยวช่วยทำบุญไปให้.....แล้วก็ แม่น้ำนั่นน่ะ สกปรกนะ ระวังศพจะออกมาไม่สวย”

 

“ง่า....รินอะ” รินหัวเราะออกมาโดยปล่อยให้อีกคนเดินคอตกกลับมาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆเมื่อกานต์เดินเข้ามาใกล้พอจะได้ยิน

 

 

 

 

รักสิคนบ้า แค่นี้ยังดูไม่ออกอีกหรือไง

 

 

Because I love you [Yuri] - Part 7

posted on 13 Jul 2011 16:54 by nfv-01

Part 7

 

สิ้นเสียง ‘โครม’ ที่ดังสนั่นหวั่นไหว รินที่ยืนรอรับแรงกระแทกยังคงหลับตาอยู่ไม่ยอมเปิดเปลือกตาขึ้น ต่อให้ปากจะบอกว่าอยากตายแค่ ไหน แต่สุดท้ายเธอมันก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง ที่กลัวการตาย กลัวการจากลา และกลัวการสูญเสียเหมือนกับคนอื่นๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะลืมตามองดูภาพที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เธอกลัว....กลัวว่าหากลืมตาขึ้น จะพบร่างของตัวเองที่นอนจมกองเลือดด้วยสภาพที่น่าสมเพช.....และนึกอยากขอโทษ เจ้าของรถคันนั้น ที่เธอเป็นคนทำให้เขาต้องกลายเป็นฆาตกรด้วยความเห็นแก่ตัวของเธอเอง

 

แปลก....น่า แปลกที่เสียงการกระแทกช่างดังสนั่น ดังพอที่จะปลุกคนทั้งซอยให้ตื่นขึ้นมาดูอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตเด็กสาว ม.ปลายคนหนึ่งได้ แต่ทำไมกัน......ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกเจ็บ หรือจุกเลยแม้แต่น้อย.......หรือว่าแรงกระแทกเมื่อครู่นี้ จำทำให้เธอสิ้นลมในทันทีอย่างไม่เจ็บปวดกันนะ.....แล้วทำไม......ความตาย ช่างอบอุ่นเช่นนี้......

 

ยัยบ้า!!!!”

 

ริน ลืมตาขึ้นทันทีด้วยความตกใจ น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยตะโกนใส่เธออยู่เหนือหัว แถมยังอยู่ใกล้มากเสียด้วย....เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาแล้ว สิ่งที่พบคือ......เธอกำลังอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน ซึ่งเธอเห็นแค่เพียงไหล่ของคนๆนั้นเท่านั้น

 

“คิดอะไรของเธอ! จู่ๆก็ออกมายืนขวางรถ....ฉันตกใจแค่ไหนเธอรู้ไหม!?!”

 

ริน ยืนฟังเจ้าของอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและแข็งแรงนั้นนิ่ง.....ทำไมเธอจะไม่ รู้....ว่าคนๆนี้คือใคร...คนที่เธอนั่งข่มตารอโทรศัพท์อยู่นานสองนาน คนที่ไม่ว่าเมื่อไหร่เธอก็ไม่เคยเอาชนะได้เลยสักครั้ง คนที่เธอต้องนึกถึงเป็นคนแรกทุกครั้งที่มีปัญหา คนที่เธอต้องการพบหน้ามากที่สุดไม่ว่าเมื่อไหร่ และเป็นคนที่ทำให้เธอคลายความกลัวได้ทุกครั้งเพียงแค่เห็นรอยยิ้มของเขา แต่ในตอนนี้เธอแค่อยากจะอยู่นิ่งๆ ในอ้อมกอดของเขานานๆ....แค่นั้นจริงๆ

 

“โชคดีแค่ไหนแล้วที่โชเฟอร์หักพวกมาลัยได้ทันจนไปชนกองถังขยะพวกนั้นเข้า!! ดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไร.....ฉันห่วงเธอแค่ไหนรู้บ้างรึเปล่า!! ฮะ! ยัยริน!!! ยัยบ้า!”

 

เจ้า ของอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนี้ยังคงตะโกนใส่เธออยู่เนื่องๆ ก่อนที่จะชะงักเพราะแรงสั่นจากร่างบางที่อยู่ภายใต้อ้อมกอดนี้ พร้อมกับเสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้ไม่ให้เขารู้ กานต์ก้มลงมองเจ้าของเสียงสะอื้นเล็กน้อยทั้งๆที่ยังไม่คลายวงแขน ยกมือขึ้นข้างหนึ่งแล้วจึงลูบศีรษะร่างบางเบาๆ

 

“ขอโทษนะ ฉันวู่วามเองแหละ ไม่น่าตะคอกใส่เธอเลย”

 

เสียง สะอื้นที่กลั้นไว้เริ่มหนักขึ้น น้ำอุ่นๆเริ่มเปียกชุ่มสูทสีเทาของเธอ (แม้ความจริงจะเป็นของพ่อก็เถอะ) ไหล่บางสั่นสะท้านแรงขึ้นอย่างน่ากลัว กานต์รู้สึกอยากชกตัวเองแรงๆสักร้อยหนที่ดันไปตวาดใส่อีกฝ่าย ทั้งๆที่เกือบจะถูกรถชนตายไปเมื่อครู่ รู้ก็ทั้งรู้ว่าจิตใจอีกฝ่ายเปราะบางแค่ไหน และจริงๆแล้วเมื่อกี้ก็ไม่ได้อยากจะตวาดหรือตะคอกออกไปเลย มันแค่ห่วงมากเกินไปจนไม่รู้จะแสดงมันออกมายังไงดี แทบคลั่งตายเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนออกมายืนขวางทางรถ

 

“ฉันว่าเราไปหาที่เงียบๆนั่งคุยกันดีกว่า อืม....ฉันไม่ค่อยชอบเลยแหะ ที่มีคนมามุงมองเรากอดกันแบบนี้”

 

ไม่ เกินความจริงเลยที่กานต์พูด เพราะด้วยเสียงที่ดังสนั่นของการชนเมื่อครู่นี้ ได้ปลุกคนทั้งซอยให้ลุกจากเตียงมาชะโงกหน้ามองดูเหตุการณ์จากหน้าต่าง บ้างก็ออกมายืนอยู่หน้าบ้านด้วยท่าทีงัวเงีย แต่ก็แทบจะคลายง่วงเมื่อเห็นช็อตเด็ดของบุคคลสองคนยืนกอดกันกลางสาธารณะชน ยามค่ำคืน ซึ่งตัวของกานต์เองก็ไม่ค่อยจะชอบใจเท่าไรนัก ที่จะให้ใครต่อใครมาเห็นภาพ...เอ่อ...ที่ทั้งคู่กำลังยืนกอดกันอยู่แบบนี้ ในเมื่อเธอเองก็สวมชุดสูทราวกับบุรุษเพศ ทั้งยังบุคลิกท่าทางไม่ต่างจากผู้ชายนัก อีกทั้งรินเองก็เป็นคนในซอยนี้ แน่นอนว่าคนทั้งซอยต้องเคยพบหน้าคร่าตากันอยู่แล้ว เกิดมีใครจำได้ขึ้นมาว่าร่างบางภายใต้อ้อมกอดของเธอคือวรินรำไพคนนี้ล่ะก็ รินเองก็มีแต่เสียกับเสีย ซ้ำยังท่ามกลางสายฝนอีกต่างหาก มันจึงดูไม่ต่างอะไรกับการเล่นเอ็มวีดีๆนี่เอง

 

02.40

 

ใน ที่สุดอติกานต์ก็สามารถหาที่สงบๆพบ...แม้ว่ามันจะเป็นใต้สะพานข้ามคลองไม่ ใกล้ไม่ไกล ซึ่งมีรถราแล่นผ่านไปมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเลยวันหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่ดูเหมือนการจลาจรจะไม่ได้หยุดพักเหมือนมนุษย์ทั่วๆไป แม้เสียงเครื่องยนต์จะดังสักแค่ไหน แต่อติกานต์ก็ยังสบายใจกว่าจะยืนคุยกับคนที่เกือบถูกรถแท็กซี่ทับตายเมื่อไม่นานมานี้ต่อหน้าผู้คนทั้งซอยที่จ้องมองพวกเธอทั้งคู่ด้วยความใคร่รู้

 

นั่ง เงียบกันมาก็ตั้งกว่าห้านาทีโดยไร้บทสนทนาของคนทั้งคู่ เมื่อฝ่ายหนึ่งก็ยังคงสะอื้นไม่หยุด แม้ว่าไหล่ที่สั่นสะท้านจากร้องสะอื้นเมื่อครู่จะลดความแรงลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงกระตุกบ้างบางคราไม่นิ่งหาย ส่วนอีกฝ่ายก็เอาแต่อ้ำอึ้งไม่เปิดปากพูดอะไร หรือไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดใดกับคนที่ตนเผลอตะคอกใส่อย่างไม่ตั้งใจก็ไม่ รู้ จนในที่สุด....

 

“ขอโทษนะ”

 

คำ พูดแรกที่ดังออกมาหลังจากนั่งเงียบอยู่นานเป็นของรินที่ควบคุมน้ำเสียงให้ เป็นปกติไร้เสียงสะอื้น ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตาเงยขึ้นสบตาคู่สนทนา คำให้ร่างสูงสังเกตเห็นว่าดวงตาสีนิลคู่นั้นที่เคยส่องประกาย ในขณะนี้แดงก่ำอย่างน่าใจหาย ทำให้กานต์อดไม่ได้ที่จะยกปลายนิ้วขึ้นเกลี่ยน้ำใสที่เอ่อล้นดวงตาคู่นั้น เบาๆพร้อมกับส่ายหน้าเป็นคำตอบ

 

“ฉันก็ผิดเองแหละ ที่ไม่ควบคุมอารมณ์ให้ดี.....ขอโทษนะ”

 

รินตั้งท่าจะร้องไห้อีกครั้ง ทำเอากานต์ถึงกับชะงักลนลานทำตัวไม่ถูก เฮ้ยๆ...เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลยนี่ ไหงจะร้องอีกแล้วล่ะ ท่าทีลนลานของกานต์ทำเอารินที่น้ำตาปริ่มขึ้นมาอีกครั้งถึงกับหลุดขำออกมา ยิ่งสร้างความงุนงงให้อติกานต์เข้าไปใหญ่ ง่ะ...แล้วตกลงจะร้องหรือจะหัวเราะล่ะ รินยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกเบาๆ

 

“กานต์นี่ บางครั้งก็เอ๋อดีเนอะ”

 

เอ๋อเหรอ กานต์ถึงกับหน้าเหวอทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฉงน แล้วเอ๋อนี่มันเป็นยังไงล่ะ......แต่ก็ช่างมันเถอะ ใครจะไปสนกันล่ะ ในเมื่ออีกฝ่ายเลิกร้องไ